วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

น้ำมันบัว

ช่วงนี้เหนื่อยหน่ายกับการเมืองมากๆ รัฐบาลคิดว่าตนเก่ง ฉลาด ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนกลุ่มต่างๆ ยกเว้นรองนายกกับwall paper เทพเทือกก็พยายามให้น้ำมันขาดตลาด จะได้นำเอาน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศเข้ามา จากนั้นก็เอาน้ำมันในสต๊อกเข้าไปร่วมวงด้วย ผลคือกำไรอื้อซ่า ยิ่งฟังเรื่องราวเกี่ยวกับชายแดนเขรแล้วก็เห็นกิเลสของคนในรัฐบาลมากขึ้น ใครจะเป็นจะตายไม่เกี่ยว ขอผลประโยชน์ให้กับพรรคพวกเป็นพอ...กลุ้มกับพวกไร้ความรับผิดชอบ

นำมันที่เราใช้กันในครัวเรือนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์ม เพราะมีราคาถูกแต่ผลกระทบมากมาย อย่างไรก็ตามจะหันไปใช้น้ำมันรำ น้ำมันมะกอก ก็เห็นทีว่าจะต้องอดตายแน่ๆ ก็เลยจำใจใช้ไปเรื่อยๆ จากน้ำมันที่ใช้ทอดปลา ทำกับข้าว ทำให้หวนนึกไปถึงเมื่อก่อน บ้านทุกบ้านจะต้องรู้จัก "น้ำมันบัว" ตอนเย็นแม่ทำกับข้าวอยู่หลังบ้านก็ร้องเรียกให้ช่วยไปซื้อน้ำมันบัวที่ร้านจีนให้หน่อย (ร้านจีน เป็นชื่อเรียกร้านขายของชำแถวๆบ้านในสมัยสามสิบกว่าปีมาแล้ว เจ้าของเป็นคนจีน เป็นร้านขายของชำที่ทันสมัยที่สุด มีของขายทุกอย่าง) รับเงินมาก็วิ่งไปที่ร้านจีน ที่อยู่ติดกับถนนใหญ่ อาแป๊ะก็จัดการใช้ช้อนตวงก้านยาวๆ ที่ปลายก้านจะงวนม้วนเป็นวงกลม หย่อนลงไปตักน้ำมันในปี๊บขึ้นมาบรรจงเทใส่กรวยลงในถุงพลาสติกใบเล็กๆ รัดด้วยหนังยางแน่นเปรี๊ยะ พร้อมกับกำชับด้วย "ลื้อราวังอย่าให้หล่งแตกนะ" (การซื้อขายสมัยนั้นถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน) มือถือถุงน้ำมันบัววิ่งกลับมาให้แม่ แต่ในใจก็คิดอยู่ว่าเอ๊ะน้ำมันบัว มันทำมาจากอะไรวะ จากดอกบัวรึก็ไม่น่าจะใช่ ก็ดอกบัวไม่มีน้ำมันนี่หว่า

ทีหลังก็ได้คำตอบว่าน้ำมันบัวนี้คืออะไร


น้ำมันบัว เดิมชื่อน้ำมันตราดอกบัวผู้ผลิตจะใส่ปี๊บขาย เรียกว่าน้ำมันปี๊บก้อได้ โรงงานเดิมจะอยู่ตรงแยกทางรถไฟตัดตรงถนนพระราม4 ย้ายไปหลายปีแล้ว น้ำมันมะพร้าวได้จากการสะกัดน้ำมันมะร้าวด้วยความร้อนสูง และใช้สารเคมีในการสะกัด น้ำมันที่ได้จะมีสีเหลือง ไม่มีกลิ่น นำไปผสมกับน้ำมันปาล์มเคอแนล ทิ้งไว้นานจะมีกลิ่นหืน เวลาทอดต้องใช้ไฟแรง มีคลอเรสเตอรอลสูง ข้อดีคือทอดได้หลายครั้งไม่ดำ ใช้ทอดกล้วยแขกขาย ข้อเสียคือโดนอากาศเย็นแล้วจะเป็นไขสีขาวๆ พศ.นี้ ก้อยังมีผลิตอยู่ มักขายตามตลาดสดใหญ่ๆ ร้านค้าย่อยไม่ค่อยมี เนื่องจากหลายสิปปีมีน้ำมันปามล์มาแทน ทำให้เด็กรุ่นหลังไม่รู้จักน้ำมันบัว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น